06.12.06
ปายหน้าไฮ
เรื่องและภาพ :
นกฮูก ผมสายไป
20 นาที ยาหยุดถ่ายชนิดแคปซูล 2 เม็ดไหลร่วงลงสู่คอทีละเม็ด ผมดื่มน้ำตาม
รีบโทรศัพท์ไปหาเพื่อนว่ากำลังจะออกไปแล้ว
ผมกำลังจะไปปาย
แต่ดันท้องเสียก่อนทุกทีที่จะเดินทางไกล
เป็นโรคจิตรึไง
ไปไหนก็ปวดขี้ตลอด ต้องมีใครสักคนในกลุ่มทริปวันนี้ที่พูดแน่ๆ
ใช่แล้ว ผมเป็นโรคจิต ผมนึกในใจ รีบวิ่งลงจากหอพัก บิดมอเตอร์ไซน์ไปที่บ้านเพื่อนที่เลยไปไม่ไกลนัก
อันเป็นจุดนัดหมายขึ้นรถ ไม่ต้องบอกว่ามาครบกันหรือยัง ก็เหลือผมเพียงคนเดียว
ที่ผิดเวลา ปล่อยเวลาเลยผ่านไปหลายนาที
ถ้าไปเลยเที่ยง เราอาจไม่มีที่นอน
การไปปายหน้าไฮซีซัน
**************************************
รถกระบะ
(ชื่อเล่นว่า ม้าทมิฬ ของพี่เอกฝ่ายขาย ซึ่งวิ่งไปไหนไม่เคยไกลเกินบ้านกับที่ทำงาน)
แล่นลิ่วปาดซ้ายขวารถเชื่องช้าคันอื่น ผ่านตลาดแม่มาลัย ทีมงานแวะซื้อข้าว
ซื้อน้ำ ถุงมือ หมวก กันความหนาวเย็น เชื่อเถอะว่าเราออกจากตัวเมืองโดยนักขับรถพิชิตโค้งมาหลายพัน
ใช้เวลาจากตัวเมืองมาตลาดสดแม่มาลัย ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ราวกับการแข่งแรลลี่เก็บอาซี
ทั้งที่เมืองกับ อ. แม่แตง ห่างกันตั้ง 37 กิโล
เหมือนม้ากำลังจะบินได้
ผู้โดยสารกำลังจะลอยฟ้า
เหล่าชายหนุ่มนั่งหลังกระบะ
แทบไม่ต้องมองหน้ากัน แค่โค้งแรก พี่คนขับก็เหยียบเอาเหยียบเอาจนต้องมีการตะโกนลั่นดอยว่า
เบาๆ กันทุกๆ โค้ง
แล้วเหนืออื่นใด
การหยุดพักครั้งแรก ไม่มีใครทราบว่า เบรกแตก พี่คนขับไม่บอกกล่าว เดินทางไปอีกหลาย
10 โค้ง ก่อนจะจอดข้างทางว่า พี่เบรกไม่อยู่ พี่เอกเจ้าของม้า หน้าซีดเผือด
เบรกใหม่พึ่งเปลี่ยนมา
โอ...ควันลอยขึ้นจากล้อทั้ง 4 อย่างเท่าเทียม ทีมงานต้องจอดข้างทาง กระติกน้ำแข็งถูกสาดใส่ล้อทั้ง
4 อย่างไม่ยั้ง กระบะยังไม่ทานทนไหว เบรกไหม้ จนหยุดไม่อยู่
คงต้องรอให้เย็น
เราออกความเห็น และปรามคนขับว่า ให้เบาๆ หน่อย
ชีวิตเราแขวนไว้กับเส้นด้ายจริงๆ
**************************************
พวกเราแวะถ่ายรูปตรงสะพานเหล็ก สมัยสงครามโลก เก่าและดูสง่า ก่อนแวะหาที่พัก
ซึ่งไปหลายที่เอามากๆ ปรากฏว่าเต็ม จนเลยน้ำปายมาหน่อยจึงได้ที่พัก ต่อรองราคา
(หน้าไฮ)ได้น้อยนิด จากคืน 200 บาท กลายเป็น 400 บาท จาก 100 บาท ก็เป็น
300 บาท เอากับหน้าไฮสิ
นี่แค่ที่พักธรรมดานะ แต่ตกลงกับทีมงานแล้วก็ตกลงเป็นที่นี่
น้องผู้หญิงที่เคยมา
ชวนไปกินขาหมูยูนนาน ที่อยู่ไกลจากที่พัก พอไปถึงก็เหมือนกับเมืองจีน ทุกสิ่งอย่างถูกจำลองดั่งสถานที่จริง
ไม่ว่าจะผู้คน บ้านเรือน แม้แต่ทิวทัศน์
นี่มันเมืองจีน ชัดๆ ใครคนหนึ่งพูด ผมยืนดู ถ่ายรูป มุ่งหน้าเดินสู่ร่มเงา
ใครว่าปายหนาว ตอนเที่ยงแบบนี้ผมขอเถียง ร้อนฉิบ
**************************************
ก๋วยเตี๋ยวยูนนานลำเลียงมา เหล่านักชิม กินแล้วก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
จืด
น้องช่างภาพ ขี้เล่นบอกว่าพี่เดี๋ยวลงไปข้างล่างขอแวะซื้อข้าวกระเพราสักจานสองจานนะ
ผมอยากเป็นคนไทยแล้ว
**************************************
ทางผ่านเราแวะวัด
กราบไหว้กันและถ่ายรูปได้น้ำมนต์กลับมา โทษเถอะ แม้แต่ในวัด คนก็ล้นหลาม
ไม่ถึง10
นาที เหล่าทีมงานกลับมาถึงที่พัก นัดแนะกันจะไปบ่อน้ำร้อน เอาเข้าจริงๆ
พอไปคนนำทางก็พาหลงหลายรอบ จนหาเจอเขาก็ไม่ให้เด็กไทยลงน้ำ สงสัยจะกลัวโหวกเหวกเสียงดัง
รบกวนแขก เอาเป็นว่าแห้ว ก่อนตัดสินใจกลับที่พัก
อาบที่บ้านพักก็ได้วะ
ทางผ่านเราซื้อเบียร์กระป๋องหนึ่งถาด และแวะร้านกาแฟ กรูปยาด อันมีน้องหญิงคุณแม่มือใหม่เป็นเจ้าของร้าน
ก็มาต้อนรับดี ทีมงานถ่ายรูปกันสนุกสนาน ไม่ค่อยจะสนใจกาแฟนัก ร้านเขาน่ารัก
ออกแบบ โดย อ. ไทวิจิตร เมื่อถ่ายรูปจนเมื่อยมือแล้ว ก็นัดแนะกันว่าโปรแกรมกลางคืนคงหนีไม่พ้นร้านเหล้าข้างๆ
นี้ และเดินหาของกินในตัวเมืองปาย
**************************************
ปายหนาวแล้ว
ผมอาบน้ำ
ในตอนเย็นเพราะกลัวกลับมามันจะหนาวกว่านี้
ทีมงานทุกคนพร้อม
เราเดินไปในตัวเมือง ให้ตายเถอะ อย่างกับมีมหกรรมถนนคนเดินโลก ผู้คนทุกสารทิศมาชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมาย
ได้ยินแม่ค้าชาวปาย พูดกันว่า ปี๋นี้คนหยังมานัก
ก็จะไม่บ่นได้ยังไง
ถึงขั้นปิดถนนไม่ให้รถผ่าน ลองนึกภาพ บนดอยที่เป็นบ้านชาวบ้าน แต่มีรถจอดขนาบสองข้างไม่มีช่องไฟดูสิ
ไม่ต่างจากถนนนิมานเหมินทร์
ผมและทีมงานได้แต่เบียดแทรก เดินไปหาร้านโปสการ์ด ในหนัง รักจัง ทั้งที่ยังไม่เคยดูหนัง
แต่น้องช่างภาพเขาอยากเห็น ไปก็ไป ต้องขอบอกว่า ที่ร้านเหมือนแจกฟรี คนแน่นอื้ออึง
เอามากๆ
เอาไงดี หนีไปกินข้าวกันแถวๆ นั้น
อาหารที่ได้กัน กินอิ่มแล้ว ก็กลับมานั่งกินเบียร์กระป๋องที่ศาลาที่พัก
นั่งคุยกัน จนโปรแกรม ร้านเหล้าถูกยุบไป ก็มันขี้เกียจ จะเอาอะไรกับทริปทีมงานผม
พอกินแล้วก็ไม่ลุกกันแล้ว
โดยเฉพาะเมาได้ที่ ก็ขี้เกียจ นอนเลื้อย
วงสนทนาถูกนาฬิกาหมุนย้อนกลับ
อดีตหลายคนพลุกพล่านอยู่เต็มศาลา มีทั้งรักแรกของทุกๆ คน หมุนเวียนเล่าสู่
บางคนก็ตั้งแต่อนุบาล บางคนก็ยังเห็นหน้าเห็นตากันอยู่ ส่วนผม จำชื่อจริงได้เลย
ก็นี่แหละวงเหล้า
ไม่มีใครซีเรียจจริงจัง ก็ในเมื่อมาพักผ่อน เปลี่ยนที่กินกะที่นอน
ก่อนเที่ยงคืนผ่านพ้น
เบียร์หมดแล้ว เราก็แยกย้ายกันไปนอน
ทุกอย่างดูจะเพี้ยนจากโปรแกรมไปมากอยู่เหมือนกัน
**************************************
ช่วงเช้าอีกวัน
หมอกตกหนาแน่น เวลาเจ็ดโมงเช้า หนาวเอาการ ถ่ายรูปกันมันมือเอามากๆ แล้วก็เตรียมตัวเก็บข้าวของ
ก่อนมาหาอะไรกินในเมือง
ร้านข้าวอาหารตามสั่งก็ดูจะไฮไปกับเขา
ในเมนูเขียนไว้ว่า 25 บาท แต่พอคิดเงินกลับเป็นจานละ 30 บาท ไข่ดาวราคาสูง
ฟองละ 10 บาท
น้องช่างภาพขี้เล่นถามแม่ค้าไปว่าทำไมถึง
30 ล่ะ ก่อนแม่ค้าจะกล้อมแกล้มตอบไม่เต็มเสียงนักว่า
ก่อหื้อนัก
ทุกคนหันหน้ามองกัน ก่อนพูดว่า แม้แต่คนเมืองด้วยกันก็มีหน้าไฮ
เอากับเขาสิ
ปายหน้าไฮ ช่างภาพเราบอก
เดินเล่นย่อยอาหารจนมาถึงร้านมิตรไทย ซื้อ โปสการ์ด 2-3 ใบ และเสื้อยืด
ก่อนแวะร้านกาแฟตรงข้าม ก่อนที่จะทันนั่ง ผมมองเห็นรถราจอดแน่นจนไม่เห็นทางเข้า
คนในร้านทะลักล้นวุ่นวาย โล้งเล้ง อย่างกับร้านอาหารตามสั่ง
แต่ผมอยากกาแฟ
ผมกับแฟนจึงต้องนั่งในพื้นที่น้อยนิด นั่งพอเขียนโปสการ์ดเสร็จ เราจึงพากันขึ้นรถกลับบ้าน
**************************************
ทุกคนพร้อมเราปล่อยม้าทมิฬวิ่งด้วยความเร็ว คนขับกระชากตัวออกจาก อ. ปายด้วยกำลังม้าเต็มพิกัด
ผมนึกในใจปายหน้าไฮ
นี่น้องๆ ที่มาครั้งแรกจะเข็ดหลาบไม่มากันอีกหรือเปล่า ส่วนตัวแล้วผมชอบปายนะ
แต่ว่ากลัวเด็กคิดว่ามันไม่สนุก จึงบอกว่า คราวหน้ามาหน้า โลซีซัน ดีกว่า
หลายคนพยักหน้า
ผมและช่างภาพและเพื่อนๆ
เรานั่งหลังกระบะ ผมเผ้าปลิวว่อน ผ้าพันคอปลิวสบัด
เหนือสิ่งใดอื่นเลย หากคนขับยังเร่งกำลังอย่างนี้ คงไม่มีใครกล้ามาอีก
ถึงโค้งหน้าพวกเราพากันเคาะม้าทมิฬ และตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า เบาๆ
ก่อนที่ม้าและทีมงานจะเหาะข้ามดอยกันจริงๆ
29.06.06
สมุย กับการเปลี่ยนใจ ลดมือลง
เรื่องและภาพ :
นกฮูก
ใครไม่ไปสมุยบ้าง
ยกมือ?
พนักงาน 30 กว่าชีวิต มีเพียงผมคนเดียวที่ยกมือขึ้น ลำพัง
**************************************************
ปลายเดือนพฤษภาคม
หลังจากที่บริษัทผมปิดเล่มหนังสือเรียบร้อยแล้ว ผู้จัดการฝ่ายบุคคลก็แจ้งการประชุม
เรื่องทริปพักผ่อนกลางปีของบริษัท รายละเอียดคร่าวๆ ก็คือ ทางบริษัทจะพาพวกเราทั้งหมดไปทะเล
โดยจะไปพักกันที่โรงแรมบนเกาะสมุย ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ทางบริษัทรับผิดชอบ
ทั้งที่พัก ตั๋วเครื่องบิน อาหารทุกมื้อ และที่สำคัญเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
รวมถึงรายละเอียดดำน้ำชมปะการังในหมู่เกาะต่างๆ เป็นเวลา 3 วัน รายละเอียดทั้งหมดอยู่ในราคาเหมาจ่ายที่หัวละ
2,000 บาท
ถ้าหากเดินทางด้วยตัวคนเดียว ด้วยรายได้ไม่ถึงหมื่นบาทต่อเดือน ด้วยอายุขัย
20 ปลายๆ อย่างผม
เป็นโอกาสดีไม่ใช่หรอกหรือ
ถูกแสนถูก ใช่หรือไม่
ใครหลายคนมองหน้าผม
พากันบอกเหตุผล ว่าไม่ต้องกลัวพายุจะเข้าหรอก ทะเลหน้าฝนสวยงามไม่แพ้หน้าไหน
การนั่งเรือ ลงดำน้ำดูปะการังและดูฝูงปลาที่ขึ้นชื่อของหมู่เกาะอ่างทอง
คุ้มสุดคุ้มที่สุดแล้ว แถมยังพักฟรี กินฟรี
นั่นไม่ใช่เหตุผลหลักที่ผมยกมือขึ้น
ผมตอบไป ผมไม่ได้ไม่แน่ใจในการเดินทาง นั่นแค่เหตุผลปลายทาง ใม่ใช่เลย
ไม่ใช่ประเด็น
เหตุผลเพียงข้อเดียวที่ผมยกมือไม่ไป
และบอกออกมาเต็มปากเต็มคำอย่างไม่อายใครในวันนั้นก็คือ
ผมกลัวที่สูง
กลัวการนั่งเครื่องบิน
**************************************************
คนเรามักกลัวสิ่งที่คาดเดาไม่ได้
กลัวอนาคตที่มองไม่เห็น กลัวสิ่งที่รักสูญหาย กลัวเรื่องไร้สาระในสายตาของมนุษย์โลกส่วนใหญ่
กลัวแม้กระทั่งความหวั่นไหวจับต้องไม่ได้ ของสมองตัวเอง และหัวใจดวงน้อยเท่ากำปั้น
**************************************************
ขอให้ผู้โดยสารนั่งประจำที่
และรัดเข็มขัดนิรภัย เสียงกัปตันผ่านช่องลำโพงเล็กๆ เหนือหัว
เบื้องล่างของผมคือแผ่นดินที่ถูกโอบล้อมด้วยน้ำทะเล
หลายชีวิตที่อยู่บนฟ้ากำลังบินกลับลงสู่ผืนดินอีกครั้ง หลังจากบินนาน 2
ชั่วโมงกว่า
ผมล็อคประตูห้องพัก
เดินมาตามทางเดิน บันไดไม้ลัดเลาะโขดหิน ทอดตัวสู่ชายหาดขนาดเล็ก เบื้องหน้าคือท้องทะเลสีคราม
เพื่อนที่ทำงาน สองสามคนลงเล่นน้ำ หัวเราะคิกคัก
ผมเดินไปนั่งตรงเก้าอี้ชายหาด
กินขนมปังของสายการบินที่หยิบติดมือมาด้วย พวกเราพักโรงแรมใกล้ๆ กับที่เราลงเล่นน้ำ
ปลาหลายตัว ทักทาย แหวกว่ายมามาใกล้ๆ มองเห็นชัดด้วยสีสันหลากหลาย ถัดไปอีกนิด
เป็นปลิงทะเลตัวใหญ่ ขดตัวอยู่ เพื่อนที่ทำงานชี้ชวนกันดู ผมหยิบกล้องดิจิตอลบันทึกภาพโขดหิน
ท้องทะเล และสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวได้ ไม่ไกลจากที่เราเล่นน้ำ มีเรือลำเล็ก
ลอยผ่าน ท้องฟ้าขุ่นข้น เมฆสีเทาเคลื่อนตัว ฝนลงเม็ดโปรยปลายลงมาบ้างเล็กน้อย
ไม่เล่นน้ำรึ
เพื่อนคนนึงตะโกนถาม
ไม่หรอก
เย็นๆ ค่อยเล่น ผมตอบ กินขนมปังจนหมด นอนนิ่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย
**************************************************
หลังจากวันเวลาล่วงผ่าน
ร่างกายเราโรยรา สายตาฝ้าฟาง แก่ตัวลง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้กับความกลัวไร้สาระดังกล่าวแล้ว
ผมคงมองไม่เห็นบางอย่าง
(บางอย่างที่นอกเหนือจากผืนน้ำทะเลขมุกขมัว
บางอย่างที่นอกเหนือจากต้นมะพร้าวไหวโยก บางอย่างที่นอกเหนือจากหาดทรายสุดลูกหูลูกตา
บางอย่างที่นอกเหนือจากเกล็ดปลาสะท้อนแสงในทะเลตื้นใสสีคราม)
ผมคงไม่ได้ไปสมุย
และนั่งเครื่องบินเป็นสักที
และถ้าวันที่เราต้องเดินทางจากโลกนี้ไปแบบไร้กำหนดการ จากไปแบบที่ไม่มีการบอกกล่าวแจ้งเตือน
ไม่มีคนสอบถามความสมัครใจว่า ท่านจะไปหรือไม่ไป กรุณายกมือขึ้นหรือสามารถเปลี่ยนใจลดมือลงได้
แน่นอน--คงไม่มีผู้ใดสามารถเดินทางไปกับเราได้ และเล่าบางอย่างให้เราเข้าใจถึงการชนะความกลัว
อันขี้ปะติ๋วนี้เป็นภาษาไทยได้หรอก
ถ้าเราไม่เอาชนะมัน
และเปลี่ยนใจลดมือลง

|