![]() |
![]() |
|
|||||||||||||||||||||||||
|
เรื่อง (ไม่) เล่น |
|
|||||||||||||||||||||||||
|
28.06.07
ขณะนี้เจ้าหน้าที่เทศกิจ ได้จับกุมสินค้าฮิพพอพ ของนักศึกษากลุ่มหนึ่ง ขอความร่วมมือพ่อค้าแม่ขายนักศึกษา อย่าได้นำสินค้าอันไม่ใช่วัฒนธรรมล้านนามาขาย หรือสินค้าจากโรงงานอุตสาหกรรม ถนนคนเดินเราสนับสนุนสินค้าพื้นเมืองเท่านั้น...ถนนคนเดินวันนี้ก็... เสียงนั้นไม่จบประโยค เสียงประกาศตามสายออกมาจากลำโพงตัวเขื่องใกล้กับแผงของผม ผมวางกระดาษโปสการ์ดของตัวเองลง ทั้งที่ยังวางแผงตัวเองไม่เสร็จ เดินมุ่งไปยังกองอำนวยการด้านหน้า ด้วยอะไรไม่ทราบสะกิดบอกเตือนให้ผมทำอะไรสักอย่าง ผมกึ่งวิ่งกึ่งเดินสอบถามผู้ประกาศเสียงตามสายนั้น ขอเอกสารนโยบายการวางขายของ สินค้าถนนคนเดินหน่อยครับ ผู้ประกาศอายุราวๆ 60 กว่า คงงง กับลูกจู่โจม แกชี้นิ้วโบ้ยใบ้ไปที่เจ้าหน้าที่เทศกิจ 2 คน ซึ่งนั่งอยู่ในศาลา (ผมมาทราบชื่อภายหลัง หลังจากการสนทนา ไม่ขอเอ่ยนามก็แล้วกันนะครับ) ผมแจ้งขอเอกสารนโยบายการขายของในภาษาไทยกลาง แต่ไม่มี เจ้าหน้าที่คนใดสนใจนัก จนผมต้องบอกว่ามาจากสื่อๆหนึ่ง เป็นสื่ออิสระกำลังทำสกู๊ป และเปลี่ยนเป็นคำเมืองในการสนทนา เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจึงออกตัว เขาไม่ได้นำเอกสารติดตัวมาถามที่เขาได้เลย มีอะไรหรือเปล่า น้องมาจากไหน เขาสอบถามผม มองผมด้วยอาการไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่นัก ด้วยผมไม่มีทั้งสมุดปากกา ไม่มีเทปบันทึกเสียง หรือนามบัตรตัวแทนแสดงความเป็นสื่อ มีแต่กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะหูคีบแสดงฐานะ ไม่มีอะไรมากครับ ผมเป็นแค่สื่ออิสระ กำลังทำเรื่องถนนคนเดินพอดี ผ่านมาเดินเล่น จึงอยากถามข้อมูล ว่ามีเกณฑ์อะไรมาวัดสินค้าใดผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม สินค้าไหนเป็นสินค้าพื้นเมือง แฮนเมด เจ้าหน้าที่นิ่งไป ก่อนตอบ มันก็ง่ายๆ นะ ว่าแบบไหนพื้นเมือง หรืองานแฮนเมด ก็ดูที่งานเลย สินค้าฮิพพอพ ไม่ใช่สินค้าวัฒนธรรมเหรอครับ ถึงต้องไม่ให้ขาย มันไม่ใช่สินค้าพื้นเมือง ทั้งที่เป็นสินค้าที่คิดขึ้นเอง งานสินค้าประเภทออกแบบผ่านคอมพิวเตอร์ (กราฟิคดีไซน์ เขาไม่เข้าใจคำนี้) ผ่านกระบวนการอัดขยายรูป แบบโปสการ์ดล่ะครับ เจ้าหน้าที่ทั้งสองส่ายหน้า คอมพิวเตอร์ไม่ถือว่าเป็นแฮนเมดนะ ถึงจะออกแบบเอง ทั้งที่คิด และทำเอง มีเพียงที่เดียว ใช่ เพราะ มันเป็นดิจิตอล มันเป็นกระบวนการเทคโนโลยีโลกใหม่ ถ้าแบบนั้นก็ไม่ใช่ละ มันไม่ใช่แฮนเมดเลยล่ะ งั้นรูปถ่าย? บางอันถ้าเป็นรูปถ่ายที่ถ่ายวัด แล้วไปทำให้เป็นขาวดำ หรือสถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ เราก็อนุโลม ถ้าไม่ใช่วัด เป็นหมาแมว หรือเป็นสิ่งที่พัฒนามาจากความเป็นล้านนา เป็นฟ้อนท์ เป็นภาพวาด (ดิจิตอล) หรือมีความคิดที่แตกต่างออกไปจากการถ่ายวัดวาอาราม ก็ไม่ได้สิครับ ก็ต้องดูที่งานอีกที ว่าสื่อความเป็นล้านนา ไหม เป็นเชียงใหม่ไหม ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง นึกในใจว่า แล้วใครจะเป็นผู้จัดหมวดหมู่ แบ่งสรรประเภทงานเหล่านี้ได้ในหมู่มวลเทศกิจทั้งหลายหลากผู้ทำงานอยู่ในเครื่องแบบ หากเขายังไม่เข้าใจศิลปะประยุกต์ สิ่งพิมพ์ หรือแม้กระทั่ง วัฒนธรรมอันหลายหลากบนโลกใบนี้ เทศกิจคนนั้น บอกลากเลื่อนเก้าอี้มานั่งคุยกันดีๆ ผมจึงลากเก้าอี้ใกล้ๆ มานั่ง ตั้งคำถามใหม่ บอกเป็นตัวแทนของกลุ่มดีไซเนอร์กลุ่มหนึ่ง ที่อยากดึงเอาศักยภาพชาวล้านนาในสายคอมพิวเตอร์ (กราฟฟิคดีไซน์ อธิบายไปก็คงไม่เข้าใจ) มารวมตัวเพื่อสร้างกระแสระหว่างวัฒนธรรมใหม่ กับเก่าอันมีสิ่งพิมพ์เป็นหลัก มีที่พอให้แสดงออกไหม ที่ถนนคนเดิน ใจจริงก็ทราบดีว่า คงไม่ปัญญามาต่อสู้นำสินค้าไร้สาระในสายตาคนเหล่านี้มานำเสนอหรอก เพราะคงไม่ต่างกันกับ กรณี หนังเรื่อง แสงศตวรรษ โดนตัดฉาก และห้ามฉายในไทย ทำเหมือนคนทำงานศิลปะอันแตกต่างจากกระแสนิยม เป็นดั่งเหมือนพวกลักลอบค้าของเถื่อน ทั้งที่ ข้อกำหนดในพรบ. มีแค่ว่า ห้ามทำผิดศีลธรรมอันดีงาม เท่านั้นเอง ซึ่งไปถามใครก็รู้ ว่ามันกว้างยิ่งเสียกว่าคนจบปริญญาเอกสาขาภาษาไทย จะให้คำตอบได้ และก็รู้ๆ กันอยู่ว่า หนังบางเรื่องมีฉากล่อแหลมนับสิบฉาก กลับไม่เป็นไรแต่ผมก็ยังอยากถาม อยากปูทางดู ว่าความหวังการเป็น HUB ระหว่าง ความสุดโต่งของสินค้าพื้นเมืองแท้ๆ (สินค้าพื้นเมืองเก๊ ผ้าแม้ว กิ๊บติดผมปัญญาอ่อน) กับวัฒนธรรมชาติอื่น มีความเป็นไปได้ที่จะมีจุดเป็นกลาง แบ่งพื้นที่ สร้างเวทีแสดงออกให้คนรุ่นใหม่ ยังอยากสร้างงานดีๆ และแตกต่างอยู่ และลืมเหล่า สายตาของคนในระบบ ที่ใช้วิธีคิดแบบเดียวตัวเดียว (เผด็จการ) มองงานศิลปะบางอย่างเป็นเพียงวัฒนธรรมน่ารังเกียจ ถึงขั้นจับกุม ห้ามขาย ********* ก็คงไม่ได้แล้วนะ เพราะพื้นที่มันเต็ม ก็ต้องให้โอกาสคนที่มาก่อนเขาขายไป งานเทศกิจก็เหนื่อยนะ ถนนคนเดินไม่เละเหรอหากเราไม่ทำงานหนัก จัดการเด็ดขาด ครับผมเข้าใจ แต่ว่าการสร้างศูนย์กลางอันเป็นพื้นที่ให้เด็กรุ่นใหม่ได้มาเรียนรู้ผ่านงานออกแบบ โดยใส่ความเป็นล้านนาลงไป ก็ไม่สามารถเกิดได้สิครับ หากไม่มีที่ทางให้แสดงออก คนที่อยากมาสร้างตรงนี้ก็คงทำเปล่า ยิ่งยากเข้าไปอีกที่จะให้เด็กที่เล่นสเก็ตบอร์ด ตรงนู้น มาดูงาน แล้วบอกว่า ผมจะไปลองทำตัวเมืองแบบงานพี่กลุ่มนี้ดู ในบอร์ดผม น้องก็ต้องเข้าใจนะ เดี๋ยวนี้เมืองมันขยาย คนอยู่ในเมืองส่วนใหญ่ไม่ใช่คนเมืองแล้ว เป็นคนที่อื่น ทีนี้วัฒนธรรมก็เปลี่ยน คนเมืองจริงๆ อยู่รอบนอกหมด อาหารการกินคนเมืองจริงๆ ยำเตาอย่างนี้ เห็ดถอบอย่างนี้ อยู่รอบนอกหมด ทุกสิ่งเสริฟนักท่องเที่ยวไว้ก่อน เราก็ต้องควบคุมอนุรักษณ์ของๆ เราไว้ พูดตรงๆเลยนะ เจ้าหน้าที่เทศกิจ ขยับเก้าอี้มาใกล้ผมกว่าเดิม มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก บ้านเรามันเป็นแบบนี้มานาน จะไปทำแบบน้องว่ามันก็ยาก เหนื่อยเปล่า แสดงว่า เราต้องไปเริ่มที่นโยบาย ใช่ไหมครับ กับระบุเกณฑ์ตัดสินสินค้าใหม่ ให้ผ้าแม้วขายได้ เพราะเป็นสินค้าท้องถิ่น ให้ผ้าเมืองอันเกิดจากการผลิตจำนวนมากๆ ขายได้ ผมชี้ไปที่แผงใกล้ ขายเป็นโซนๆ ไป ห้ามขายสินค้าอื่นอีก ถนนคนเดินเราไม่ได้แบ่งโซนจากประเภทสินค้านะ ความจริงแล้วทุกเจ้าต้องขายความเป็นพื้นเมือง แต่ตอนนี้มันเละ ผมเห็นบางร้านก็ไม่ได้ขายของพื้นเมือง สินค้าโรงงานก็มีมาก ใช่ บางทีเราก็ไปไล่ไม่ได้ อันนั้นก็มีเส้นบ้าง น้องคนนี้ลูกคนโน้น ก็ลำบากใจ งั้นอีกหน่อยสินค้าก็มีซ้ำๆ กัน คนเดินก็จะเข้าใจว่าไปที่ไหนก็มีสิครับ มันก็อยู่ได้อีกไม่นาน ก็ต้องยอมรับว่า ไม่นานแน่ ครับ ขอบคุณพี่มากครับ ที่สละเวลาคุย เดี๋ยวผมจะไปขอเอกสารที่เทศกิจอีกทีนะครับ พี่ชื่อ....ใช่ไหมครับ ผมขอจบการสนทนา เทศกิจบอกไปถามได้เลย ผมยกมือไหว้คนทั้งสอง ก่อนกลับไปแผงตัวเองหลังจากนั้น ผมมานั่งคุยกับทีมงานว่าเราสามารถทำอะไรต่อได้ดี จะทำสกู๊ปจริงๆ ไหม แต่แล้วก็มากไป ลำพังปัญญาทำมาหาเงินก็เหนื่อยหนักไม่มีกองทุนหาข้อมูล ก็ลำบาก ก็สัญญาว่าจะมาอัพบล็อกไปก่อนแล้วกัน ข้อมูลวันนี้ความจริงมันมีมากกว่านี้ ด้วยอารมณ์ผมตอนที่เดินดุ่มไปถามเหมือนยั้งไม่อยู่ ทั้งที่เป็นคนไม่เคยโวยวายเถียงใคร แต่คราวนี้เท้ามันพาไป ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ก็ถ้าหากเราไม่สนใจเอาวัฒนธรรมบางอย่างมาปรับใช้ หรือปิดกั้นตัวเองให้อยู่กับสิ่งเก่า อนุรักษณ์อย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยลืมไปว่า โลกเกิดจากการหลอมรวม คนเก่าตายจาก คนใหม่แทนที่ ปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ มันก็มีแต่จะตายดับ บางอย่างต้องอยู่บนหิ้ง รอวันไร้ค่า บางอย่างลุกล้ำ
ควบคุมแบบผิดทิศ ปิดกั้น ปิดหู ปิดตา ทั้งที่มีตั้งหลายอย่างที่คนจะเสพได้
ใช่การมาห้ามโน่นห้ามนี่แบบไร้วิจารณญาน อยุธยาตอนต้น
อู่ทอง
รับอิทธิพลของศิลปะทวารวดีและศิลปะขอม พัฒนาพระปรางค์มาจากทรงขอมโบราณที่แข็งแรงมีเหลี่ยมมุม
ก่อนปรับเป็นสมัยอยุทธยาตอนปลายที่มีความอ่อนช้อย ของเรือสำเภาโบราณ
ช่องว่างตรงกลางหายไปไหน? หรือว่าเป็นแต่พื้นที่ว่าง ที่กลวงเปล่าของสมอง หากการสร้าง
HUB
ให้เป็นจุดเชื่อมต่อโลกทั้งสองนั้น
ดูจะเป็นเรื่องแปลกหรือยากเกินผู้มีอำนาจบาทใหญ่จะให้ความสำคัญ
หันมาดูแลลูกหลานในอนาคตของตัวเอง แทนที่จะเอาเศษเงินไปโปรยหว่านกับป้ายหาเสียง
หรือสิงพิมพ์จำนวนมหาศาลในช่วงการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี
เทศบาลนครเชียงใหม่ ที่จะถึงนี้ ทางสายกลาง
ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เมื่อยังทรงมีชีวิตอยู่
******* ปล. 1. ไปร่วมแสดงความคิดเห็นใน เว็บไซต์ ประจำจังหวัดเชียงใหม่ได้ที่นี่ครับ 2.
บทความเดียวกันในบอร์ด ของประชาไท
สื่อออนไลน์ที่ไว้ใจได้ของไทย
10.04.07 ข่าวด่วนยิ่งกว่าผลิตภัณฑ์เสื้อยืดลอตใหม่ของทีมงานนกฮูกครับ ถนนคนเดินเชียงใหม่ กำลังขยายไปสู่ภาคธุรกิจ ไปแล้ว ที่มา ไทยเวอร์ชั่น http://nyanta.exteen.com/ English Version http://nyanta.exteen.com/20070410/lanna-arts-culture **
ไม่ใช่บทความที่เขียนเพื่อเรียกร้องให้เกิดการอนุรักษ์แบบหน้ามืดตามัวแบบไม่สนกระแสโลก **
The article below is not written for the craze in
conservative idea, วันนี้ขออนุญาตไม่เขียนเรื่องอะไรที่มีสาระ เพราะอยากจะมาป่าวประกาศ ถึงความอุบาทว์ของแม่ค้าถนนคนเดินกันสักหน่อย คือว่าถนนคนเดินเนี่ย เค้าก็ประกาศปาวๆ ว่าให้เป็นถนนวัฒนธรรม ให้ขายของอะไรที่มันเกี่ยวกับเชียงใหม่ หรือไม่งั้นก็เป็นสินค้าท้องถิ่นใช่ไหม แต่ว่าในนโยบายก็มีระบุอยู่โทนโท่ว่าสนับสนุน local business ไม่เชื่อไปฟัง มันประกาศอยู่ทุกอาทิตย์ ออกทางไมค์โครโฟน ว่ามันทำเพือสนับสนุนคนท้องถิ่น หรือว่าสินค้า handmade อะไรของมันนั่นแหละ แต่!!!!!!!
แต่ว่า......แต่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่ได้บอกว่าของที่ฉันจะเอาไปขายมันดีเด่กว่าคนอื่น
แต่มันไม่ยุติธรรม และไม่สอดคล้องกับนโยบายที่ตัวเองประกาศอยู่ปาวๆ
"เสื้อยืดของน้องมันออกมาจากโรงงาน
จะเอามาขายไม่ได้หรอกนะ" (อีเสื้อเมืองๆที่เห็นนั่นก็เย็บจากโรงงาน
จากหมู่บ้านเดียวกันนั่นแหละย่ะ ชั้นไม่อยากจะเมาท์) แต่ในขณะที่คนไทยทั้งหลายมองว่า
นี่มันอะไร มันขายอะไรของมัน นี่มันตัวอะไร แต่เวลาฝรั่งมังค่าเดินผ่าน
เค้าจะจอดดู แล้วเกือบทุกคน เค้าจะพูดว่า มันคือ street
art และจากการสำรวจ ไม่ได้อวดอ้างสรรพคุณ ฝรั่งทุกคนที่ซื้อ
เค้าบอกว่า เพราะมันไม่เหมือนกับร้านอื่นๆ ที่เค้าไปเดินดูมา
เค้าพูดเอง ทั้งที่เราไม่ได้ถามด้วยซ้ำ ก็รู้สึกดี และอยากจะอัดคำพูดพวกนี้
ไปฝากอีลุงคนประกาศเสียงตามสาย ให้มันเปิดออกไมค์โครโฟนซักที
อีพวกเจ้าหน้าที่ที่มันไม่ให้เรานั่งตั้งแต่ทีแรกมันจะได้สำเหนียกเสียบ้าง นี่ไม่ได้พูดด้วยความโมโหแม้แต่น้อย แม้จะไม่ให้เราลงชื่อขายอย่างเป็นทางการก็ตาม และนั่นก็นำมาซึ่งปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ เมื่อวานนี้เอง เพราะไม่ให้เราลงชื่อ
มันก็เลยเกิดปัญหา ก็ตรงเข้าไปถาม
หล่อนก็ลอยหน้าตอบ อย่างไม่ได้สะทกสะท้าน ว่า อ๋อ เค้าให้มาลงชื่อ
แล้วถ้าใครไมได้ลงก็เสียสิทธิ์ไปเลย นั่น
มันยังไม่จบนะ ทีเราจะไปลงชื่อตอนนั้นไม่ให้ลง เราก็กวาดตามองดูแผงของนังคนนั้น
เอาล่ะ
ลองนึกง่ายๆ ถ้าเป็นเรา รู้ว่าไปแย่งที่คนอื่นนั่ง จะไม่รู้สึกร้อนๆ
หนาวๆ บ้างหรือไง ว่าเจ้าของเค้าจะมาเมื่อไหร่ เดชะบุญที่เลยไปอีกหน่อย มีที่ว่าง เราจึงได้นั่งขาย ไม่อย่างนั้นก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำยังไง โอเค
ส่วนหนึ่งเป็นความผิดพลาดของทีมงานเราเองด้วย ช่างเถอะ
หนังหน้าแต่ละคนมันหนาไม่เท่ากัน การทำงานที่ไม่เป็นระบบ มันส่งผลถึงคนอื่นให้เดือดร้อนกันไปหมด อยากจะถามเจ้าหน้าที่ถนนคนเดินว่ามีมาตรฐานอะไรบ้างไหม และถ้ายังจะยึดถือเอาความเป็นแม้วมาเป็นคนเมือง ก็อยากจะประกาศว่า แม้ว แปลว่าชาวเขา แปลว่า hilltribe ไม่ได้แปลว่า local people นะคะ กรุณาทำความเข้าใจเสียใหม่ด้วย และที่สำคัญ
ไปทำความเข้าใจเรื่อง concept ของการจัดถนนเพื่อสนับสนุน
local business ซะใหม่ด้วย แล้วท้ายที่สุด
เราก็ไม่รู้จะไปเดินที่ถนนคนเดินกันทำไม เพราะจะมีคำพูดประมาณว่า หรือถ้าเป็นอย่างนั้น
แล้วคณะผู้จัดงานจะดีใจ? ประเทศไทยจงเจริญ!!! The
decline of Lanna art and culture Lanna identity is a treasure of Northen people since time immemorial. With a long history of Lanna community, art and culture are practiced and inherited from generation to generation. Lanna art and culture for a long time have been regarded as the very unique and precious heritage that the ancestors left for the younger generations. In the eyes of people in different communities or foreigners, Lanna identity is very much worth to be preserved. However, in the age of globalization which has the rapid development of materials, transportation and technology, people from all over the world are connecting and exchanging knowledge, information and culture. Lanna society inevitably gets the impact of the connected world and many aspects of Lanna identity have been distorted according to the effects of the globalization. In the dramatically developed world these days, globalization is leading to the decline and devaluation of Lanna identity as reflected in art and culture. Globalization is not really a new word for post modern generation. According to Jan Aart Scholte, globalization can be defined in various terms and meanings. The first definition is the internationalization that refers to the interaction and interdependence between people in different countries. The second is the liberalization which describes the global world as one without regulatory barriers to transfer resources between countries. Also it can mean universalization that more people and cultural phenomena spread to all over the world. Moreover, it can be paralleled to the idea of westernization according to the idea of imperialism of western countries. Another definition is that it is the deterritorialization and supraterritorialization between people (Scholte, 2003, pp.84-85). Though globalization is differently defined, the major meaning is the relation between many people regardless of places and time (Scholte, 2003, pp.84-85). According to the connection between people, there are three main impacts that have resulted in the devaluation and decline of Lanna identity. They are capitalism, hybrid culture and modernity. The first impact is the capitalism. As globalization leads people from many other countries to be connecting between each other, the idea of cross-border investment is more or less a consequence of this situation. Many countries invest and start a business and therefore cause the international trade between many countries (Scholte, 2003, p.84). The more businesses and industries run in one country is the more forces that push the country to transform to be capitalist society. The capitalism system demands the large number of production in a very short period of time. With the requirement of the high quantity of product, capitalism needs a manufacture in a factory line production and leads to a division of labor (Wattana et al., 2001, p.57). When capitalism reaches Lanna society, consequently there could be some effects in Lanna art and culture. Lanna culture has a great reputation of creating very unique products that strongly embodied its original art and culture. After the expansion of capitalism that requires more products, Lanna art products are made in the same style and pattern and finally become mass products (Wattana et al., 2001, pp.52-53). For example, all the wooden souvenirs in Baan Tawai look the same. It is because the artisans need to produce the products that are sellable. In order to follow the invisible hand in capitalist market that all products are the same, the only way that artisans can sell their products is to force down the price. According to this, the quality of product is reduced (Wattana et al., 2001, p.233). Moreover, the factory production and the division of labor deskill the artisans creativity and lower their role from the creators to be just labors (Wattana et al., 2001, pp.39-40, 46). The second impact of globalization is that it brings in the hybrid culture. As Scholte puts it, the world is becoming smaller with all communication technologies which help information flow to everywhere in the world in a very short time (Scholte, 2003, p.86). When information is spreading through all over the world, the flow of culture is spreading as well. As a consequence of the flow and spread of culture, it is leading to a hybrid culture which is a consequence of multicultural of state and transnational pop culture (Tomlinson, 2003, p.275). Hybrid culture mixes the identity of each culture together and it is difficult to categorize. The hybrid culture caused by globalization has several effects in Lanna community. The various cultures that flow through Lanna community which has conservative and unique culture are bad signs to show the shaking of Lanna identity. The obvious evidence is the mixing up of many arts from different countries in Lanna products. For example the Baan Tawai products have Burmese, Chinese and Western influence (Wattana et al., 2001, p.48). Some pieces of artworks somewhat have mixed design and can hardly be identified that they are Lanna products. Furthermore, Lanna traditional art is changed to be more modern and contemporary according to the influence of western culture. Mr.Pakorn, one of the contemporary product manufacturers, states that the consumers nowadays are no longer Thai people, so he must make his products standardized with modern and western style to serve foreign buyers desires (Pakorn). The last impact of globalization is that it is leading the world to the modernity. According to Tomlinson, the idea of modernity is accompanied with the idea of westernization. The world is changing to be like a western lifestyle. Besides, it also brings the idea of urbanism, industrialism, economy and makes culture to be more modernized (Tomlinson, 2003, p.272). Consequently, lifestyle of people in community is changing according to modernization.
Scholte, Jan Aart. (2003) What is Global about Globalization? David Held and Anthony McGrew (Ed.), The Global Transformation Reader: An Introduction to the globalization debate. (pp. 84-91). Cambridge: Polity Press. Tanet Charoenmuang. Image of Chiangmai from the past to the present in terms of policy, economy and culture. A seminar on the Impact of Modernity on Chiangmai: How to keep balance. Faculty of Humanities, Chiangmai University. 18 December 2004. Tomlinson, John. (2003) Globalization and Cultural identity. David Held and Anthony McGrew (Ed.), The Global Transformation Reader: An Introduction to the globalization debate. (pp. 269-277). Cambridge: Polity Press. Wattana Wattanapun, Bupa Wattanapun and Samart Srijumnong. (2001) Lanna Folk Art: Adaptation Through Changing Times. Chiangmai: Within Design.
ช่วงนี้เริ่มเบื่อกับการทำงานสร้างสรรค์เสียเหลือเกิน
วันนี้จึงขอบ่น ขอบ่นๆ วงการสิ่งพิมพ์เมืองไทยหน่อย อารมณ์ผมตอนนี้ก็คงไม่ต่างจากเด็กไม่ได้ของเล่นในห้างสรรพสินค้า ที่รู้ว่าราคาไม่ได้แพงมากมาย แต่ก็ไม่มีคนยอมควักกระเป๋าตังค์จ่ายให้หรอก ก็ในเมื่อผมเป็นลูกเต้าเหล่าใครไม่รู้ ใช่เรื่องจะมาซื้อให้ ไม่ใช่ญาติมิตร...สักหน่อย Copyright!!! แปลว่า ลิขสิทธิ์ เรื่องก็มีอยู่ว่า
ผมคุยกะใครก็ไม่ยอมยกลิขสิทธิ์ให้คนทำภาพประกอบ ขนาดต้องขายขาดไปเลย แต่เรื่องราคาเราจะไม่พูดถึง ด้วยสัตย์จริง ได้เป็นหมื่นเป็นแสนก็ไม่ใช่ประเด็นแล้ว ในยุคสมัยที่อินเตอร์เนตมีกันทุกช่องหลืบ ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตอนนี้คือได้น้อยกว่าเดิมก็ยอม
แต่ไม่ใช่ไม่ได้เลย อันนี้ก็จะติสแดกไปหน่อย ผมครับ เข้าใจโดยสัตย์จริง ไม่เถียง
ไม่โวยวาย มีเพียงครับ หยุดร้องไห้งอแงจะเอาของเล่นไปนานแล้ว
แต่มันติดอยู่แค่นิดหนึ่งเท่านั้นเองว่า "ถ้างานผมเท่าจิมมี่
เหลียว ก็คงไม่ต้องดิ้นโวยวาย" (ผมบอกตัวเองนะ
ไม่มีใครว่า) *************************************** ความจริงแล้วคนสร้างงานมันก็ต่างกันน่ะนะ
ผมก็เข้าใจ เพราะเราเองก็ทำหลายงาน งานเขียนก็เคยทำ
ภาพประกอบก็ใช่ไม่เคยลอง เหมือนวันหนึ่งถ้าคุณเป็นเด็กวาดฉากลิเกคนนั้น
กำลังเดินเล่น ไร้จุดหมายปลายทาง มีทางสามแพร่งให้คนวาดฉากลิเกอย่างคุณเลือกเดินในตอนนี้
ทางซ้าย-เดินไปบนหนทางมืดบอดของลิขสิทธิผลงาน-ยอมรับในงานว่าจ้างเลี้ยงปากท้อง
ขายขาดให้นายจ้างไป มีชื่อแซ่ประกอบติดอยู่ในฉาก ทางขวา-เดินไปบนหนทางสว่างจ้า
ใบลิขสิทธิผลงานรอท่า ซึ่งต้องแลกกับผลงานที่จะไม่ได้เผยแพร่ในที่สาธารณะเลยก็เป็นได้
ยอมอดอยาก
เก็บฉากที่วาด (ไม่เสร็จ) *************************************** *ปล. เรื่องแบบนี้มีมานานมากแล้วในเมืองไทย ถึงจะมีพรบ. ลิขสิทธิ์ ปี 2537 ก็ตามที ผมเองก็ไม่ได้ว่าสำนักพิมพ์ไหนเลย เพราะก็คงคล้ายๆ กัน ถ้าทำก็ต้องทำให้คนอื่นเหมือนกันหมด ประเทศชาติก็จะเจริญเร็วไป แต่ผมก็อยากแสดงความเห็นบ้าง บางส่วนจากพรบ. ลิขสิทธิ์ที่เกียวข้องกับบทความ ที่มา www.ipthailand.org สามารถดาวน์โหลดได้ คลิกเลยครับ มาตรา
๙ งานที่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง
ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ให้ลิขสิทธิ์ใน
งานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์ แต่นายจ้างมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามที่เป็นวัตถุประสงค์
แห่งการจ้างแรงงานนั้น 2.02.07 The Human Cave นวนิยายเรื่องใหม่ ซึ่งยังแต่งไม่เสร็จ ผมกำลังทยอยอัพในบลอกไปเรื่อยๆ คาดว่าอีก 2 ปีนะจะจบเรื่อง (หากไม่ขี้เกียจไปเสียก่อน)
มันเป็นแค่เก้าอี้เก่าๆ ฉันเป็นเก้าอี้สำหรับโชว์
(เก้าอี้ชนิดแบบไม่มีพนักพิง ไม่มีที่วางแขน มีเพียงขาตั้งสี่ขา และไม้กระดานรองนั่ง) ฤดูกาลผันเปลี่ยน
ยาวนาน จนความมืดครอบคลุมเข้าแทนที่
และมีเสียงหนึ่งดังขึ้น นกฮูก ผมมั่นใจว่า
กางเกงยีนส์เก่า เป็นเพื่อนที่ดีที่สุด รอยยับ รอยพับ รอยย่นที่เกิดจากการนั่งลุก
และขนาดของช่วงขาเรา ได้สร้างสรรค์ศิลปะ แห่งริ้วรอยกาลเวลา (ช่วงที่คนๆ
นั้นสวมใส่อยู่) ให้เกิดเป็นเอกลักษณ์ เป็นรูปแบบใหม่ๆ ของตัวเอง เรียกอีกอย่างว่า
เอกลักษณ์ประจำยีนส์ เป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้กันและกัน เปลี่ยนแปลง
จนกระทั่งปรับตัวเข้าหากันได้ดีคำว่า เพื่อน ก็คงไม่ต่างกัน
วันนี้ กางเกงยีนส์บางตัวในตู้ เราอาจจะไม่ได้สวมใส่เดินไปไหนมาไหนพร้อมกันอีกแล้ว และไม่ได้นับบางตัวที่โยนเป็นผ้าขี้ริ้ว (ผ้าขี้ริ้วอย่างน้อยๆ ก็ยังมีประโยชน์) ไม่ใช่ว่าเขาตุกติกจนน่าโมโห กวนบาทาจนไม่สามารถพูดเป็นภาษาไทยออกอากาศ ความจริงแล้วมันเป็นที่เวลา, ขนาด และรอยขาด ซึ่งมากเกินเยียวยาก็เท่านั้นเอง โธ่เอ๋ย... กางเกงก็คือกางเกง ไม่ใช่เพื่อนจริงๆ ของเรา สักหน่อย ไม่ต้องเสียดงเสียดายให้มันให้น่าหมั่นไส้ ในความเป็นคนดีกันนักหรอก ก็ในเมื่อเราใส่มันไม่ได้อีกแล้ว ทิ้งก็คือทิ้งสิคุณ นกฮูก |
|
||||||||||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||||||||||
| |
|||||||||||||||||||||||||||
| ่ | |
||||||||||||||||||||||||||
| |
|||||||||||||||||||||||||||
| |
|||||||||||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||||||||||
| |
|
|
|
|
|
||||||||||||||||||||||
| |
|
|
|
|
|
|
|
|
|
||||||||||||||||||